ในปัจจุบัน มีความเชื่อที่แพร่หลายบนโลกออนไลน์ว่า ‘อยากกินอะไร ร่างกายก็ขาดสิ่งนั้น’ เช่น อยากกินเนื้อย่างแสดงว่าขาดธาตุเหล็ก อยากดื่มโคล่าแสดงว่าขาดแคลเซียม หรืออยากกินช็อกโกแลตแสดงว่าขาดแมกนีเซียม หลายคนเชื่อเช่นนั้นและนำมาเป็น ‘เหตุผลทางวิทยาศาสตร์’ ในการกินเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม นักโภชนาการจางเถียนจากโรงพยาบาลการบินทั่วไป ชี้ให้เห็นว่า ในกรณีส่วนใหญ่ ความอยากอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และเค็มจัด เป็นเพียงความอยากอาหารตามใจปาก ไม่ใช่สัญญาณว่าร่างกายขาดสารอาหารใดๆ โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่า ‘อยากกินเนื้อย่างแสดงว่าขาดธาตุเหล็ก’ นั้น ขาดการสนับสนุนจากการวิจัยทางคลินิกขนาดใหญ่ ผู้ป่วยภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กมักจะมีอาการเบื่ออาหารมากกว่าอยากอาหาร ความอยากอาหารที่ผิดปกติซึ่งเกี่ยวข้องกับการขาดสารอาหารอย่างชัดเจนคือ ‘โรคชอบกินของแปลก’ (Pica) ซึ่งเป็นการกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร เช่น กระดาษ ดินเหนียว เส้นผม ข้าวสารดิบ หรือน้ำแข็ง ติดต่อกันนานกว่าหนึ่งเดือน โดยมีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด
ทว่าในมุมมองของแพทย์จีน ความอยากอาหารที่ผิดปกติมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะภายใน (脏腑功能失调) แพทย์จีนเชื่อว่า ‘ม้ามควบคุมการย่อยและการดูดซึม’ (脾主运化) และ ‘กระเพาะอาหารรับและย่อยอาหาร’ (胃主受纳) โดยม้ามและกระเพาะอาหาร (ม้ามและกระเพาะอาหาร) ถือเป็นรากฐานของชีวิตหลังคลอด และเป็นแหล่งกำเนิดของชี่และเลือด ความอยากอาหารที่ผิดปกติมักสะท้อนถึงความไม่สมดุลของการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร หรือการไหลเวียนของชี่ในอวัยวะภายใน หากนานๆ ครั้งอยากกินอาหารบางชนิด ถือเป็นความชอบทางอารมณ์และรสชาติปกติ แต่หากมีความอยากอาหารบางประเภทอย่างต่อเนื่อง รุนแรง และควบคุมไม่ได้ หรือมีพฤติกรรมการกินของแปลก ควรพิจารณาอย่างจริงจังจากมุมมองของ ‘ความชอบรสชาติทั้งห้าที่ผิดปกติ’ (五味偏嗜) และความไม่สมดุลของอวัยวะภายในตามหลักแพทย์จีน
รสชาติทั้งห้าเข้าสู่ห้าอวัยวะภายใน บ่งบอกอะไร?
คัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง (黄帝内经) ได้กล่าวถึง ‘รสชาติทั้งห้าเข้าสู่ห้าอวัยวะภายใน’ (五味入五脏) ได้แก่ รสเปรี้ยวเข้าสู่ตับ รสขมเข้าสู่หัวใจ รสหวานเข้าสู่ม้าม รสเผ็ดเข้าสู่ปอด และรสเค็มเข้าสู่ไต หากรับประทานอาหารที่มีรสชาติทั้งห้าอย่างสมดุล อวัยวะภายในทั้งห้าก็จะทำงานปกติ แต่หากชอบรสใดรสหนึ่งมากเกินไป ก็จะทำลายอวัยวะภายในที่เกี่ยวข้องได้ เช่น การรับประทานอาหารรสจัด มัน หวาน (高油高糖) เป็นเวลานาน จะทำให้เกิดเสมหะและความชื้น (เสมหะและความชื้น) ได้ง่าย ซึ่งจะไปขัดขวางการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร ทำให้มีอาการปากเหนียว ท้องอืด อ่อนเพลีย และมีฝ้าบนลิ้นหนา การรับประทานรสเค็มมากเกินไปจะทำลายไตและทำให้สารน้ำในร่างกายพร่อง ส่วนการรับประทานรสเผ็ดจัดจะทำให้เกิดความร้อนและทำลายยิน (阴) ความเชื่อที่ว่า ‘อยากกินช็อกโกแลตแสดงว่าขาดแมกนีเซียม’ นั้น ในมุมมองของแพทย์จีนมักจัดอยู่ในประเภท ‘ความชอบรสหวานที่ผิดปกติ’ (甘味偏嗜) ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับภาวะม้ามพร่อง (ม้ามพร่อง) หรือความผันผวนทางอารมณ์และการคิดมากเกินไป รสหวานมีฤทธิ์ช่วยผ่อนคลาย เมื่อคนเรามีความเครียดสูงหรือรู้สึกหดหู่ ก็มักจะอยากกินของหวานเพื่อบรรเทาความรู้สึกชั่วคราว ซึ่งแตกต่างจากการ ‘ขาดสารอาหาร’ โดยสิ้นเชิง
สำหรับโรคชอบกินของแปลกที่ต้องเฝ้าระวังอย่างแท้จริง แพทย์จีนมักจัดอยู่ในกลุ่ม ‘โรคประหลาด’ (癖证) ‘พยาธิสะสม’ (虫积) หรือเกิดจากภาวะม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอ และชี่และเลือดพร่อง (ชี่และเลือดพร่อง) ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในแพทย์จีนจัดอยู่ในประเภท ‘เลือดพร่อง’ (血虚) เมื่อเลือดพร่อง จิตใจก็จะขาดการบำรุง การทำงานของม้ามก็จะไม่แข็งแรง อาจมีอาการหน้าซีด อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ใจสั่น นอนไม่หลับ หากในช่วงเวลานี้พึ่งพาการ ‘เดาเพื่อกินบำรุง’ ก็มักจะไม่ได้ผลตามที่ต้องการ
การดูแลสุขภาพด้วยอาหาร: คำแนะนำเพื่อปรับสมดุลม้ามและกระเพาะอาหาร บำรุงชี่และเลือด
แทนที่จะคาดเดาว่าร่างกายขาดอะไร ควรเริ่มต้นจากการปรับสมดุลม้ามและกระเพาะอาหาร และรับประทานอาหารให้สมดุล ในชีวิตประจำวัน สามารถเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงม้ามและเลือดได้ เช่น ต้มโจ๊กจากมันเทศจีน เม็ดบัว และข้าวฟ่าง เพื่อบำรุงม้ามและเพิ่มชี่ หรือนำพุทราจีน ลำไย และโกจิเบอร์รี่มาแช่น้ำในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อบำรุงเลือดและสงบจิตใจ ตับสัตว์ เนื้อไม่ติดมัน และผักใบเขียวเข้มอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ควรรับประทานคู่กับผลไม้และผักที่อุดมด้วยวิตามินซี (เช่น ส้ม มะเขือเทศ) เพื่อช่วยในการดูดซึม อย่างไรก็ตาม แพทย์จีนเน้นย้ำว่า ‘เมื่อพร่องก็ต้องบำรุง’ (虚则补之) แต่ก่อนการบำรุง ควรวินิจฉัยสภาพร่างกายให้ชัดเจน ผู้ที่มีเสมหะและความชื้นมาก ไม่ควรกินอาหารที่มันเยิ้มหรือบำรุงมากเกินไป ส่วนผู้ที่มีความชื้นและความร้อนสะสมภายใน ก็ไม่ควรบำรุงด้วยความร้อนโดยไม่จำเป็น
นอกจากนี้ การมีตารางเวลาชีวิตที่สม่ำเสมอ การเคี้ยวอาหารช้าๆ และการกินเพียงเจ็ดถึงแปดส่วนของความอิ่ม เป็นพื้นฐานสำคัญในการดูแลม้ามและกระเพาะอาหาร สำหรับความชอบในการกินที่เกิดจากความผันผวนทางอารมณ์ สามารถปรับปรุงได้ด้วยการปรับอารมณ์ (การปรับอารมณ์) เช่น การเดินเล่นหลังอาหาร การฟังเพลงผ่อนคลาย การฝึกหายใจลึกๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้การกินเพื่อคลายความกังวล
การกดจุด: บำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร สงบจิตใจ
ในชีวิตประจำวัน สามารถกดนวดจุดฝังเข็มต่อไปนี้ เพื่อช่วยปรับสมดุลม้ามและกระเพาะอาหาร และบรรเทาความอยากอาหารที่เกิดจากอารมณ์:
1. จุดจู๋ซานหลี่ (足三里): อยู่ใต้กระดูกสะบ้าเข่าด้านนอกสี่นิ้วมือ และห่างจากขอบหน้าของกระดูกหน้าแข้งหนึ่งนิ้วมือ นวดวันละ 3-5 นาที มีสรรพคุณบำรุงม้าม ปรับสมดุลกระเพาะอาหาร และเสริมสร้างการย่อยและการดูดซึม
2. จุดจงว่าน (中脘): อยู่เหนือสะดือสี่ชุ่น บนเส้นกึ่งกลางลำตัวด้านหน้า ใช้ฝ่ามือนวดวนตามเข็มนาฬิกาเบาๆ 3 นาที ช่วยปรับสมดุลกระเพาะอาหาร ลดอาการคลื่นไส้ และบรรเทาอาการท้องอืด
3. จุดเน่ยกวาน (内关): อยู่เหนือรอยพับข้อมือสองชุ่น ระหว่างเส้นเอ็นสองเส้น เมื่อรู้สึกเครียดหรืออยากกินมากเกินไป ให้นวด 2-3 นาที มีสรรพคุณสงบจิตใจ คลายความกังวล และปรับการไหลเวียนของชี่บริเวณหน้าอก
4. จุดซานอินเจียว (三阴交): อยู่เหนือตาตุ่มด้านในสามชุ่น ด้านหลังขอบด้านในของกระดูกหน้าแข้ง นวด 3 นาที ช่วยบำรุงม้ามและเลือด เหมาะสำหรับการดูแลสุขภาพประจำวันของผู้ที่มีภาวะเลือดพร่องและอ่อนเพลีย
เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์ อย่าพึ่งพาการ ‘กินบำรุงตามอาการ’
หากมีอาการอยากกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร เช่น น้ำแข็ง ดินเหนียว กระดาษ ข้าวสารดิบ เส้นผม อย่างต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งเดือนและควบคุมไม่ได้ หรือมีอาการของภาวะโลหิตจาง เช่น อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หน้าซีด ใจสั่น ควรไปพบแพทย์อายุรกรรมโลหิตวิทยาหรือนักโภชนาการโดยเร็ว เพื่อตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและระดับเฟอร์ริติน การบำบัดด้วยแพทย์จีนก็ควรอยู่ภายใต้การวินิจฉัยและคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรรับประทานยาบำรุงธาตุเหล็กหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้วยตนเองเป็นเวลานาน เพื่อหลีกเลี่ยงภาระต่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้น การดูแลสุขภาพที่แท้จริงไม่ใช่การคาดเดาว่าร่างกายขาดอะไร แต่คือการรับประทานอาหารให้สมดุล มีตารางเวลาชีวิตที่สม่ำเสมอ และปรับอารมณ์ให้แจ่มใส เพื่อให้ม้ามและกระเพาะอาหารทำงานปกติ และชี่และเลือดสมบูรณ์